Skip to main content

FAQ

รับรองเอกสารเพื่อใช้ในอินเดีย

คำถามที่พบบ่อยเรื่องการรับรองเอกสารไทยโดยทนายผู้ทำคำรับรอง และการทำนิติกรณ์เพื่อยื่นต่อหน่วยงานในอินเดีย

ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการยกเลิกการรับรองเอกสารมหาชนต่างประเทศ จึงไม่มีการออก Apostille เส้นทางที่ใช้จริงคือ ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร → กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → สถานเอกอัครราชทูตอินเดีย กรุงเทพฯ หากขาดขั้นใดขั้นหนึ่ง ผู้รับปลายทางมักปฏิเสธเอกสาร คำแปลเป็นจุดที่เอกสารถูกตีกลับบ่อยที่สุด หลักปฏิบัติที่ปลอดภัยคือให้ผู้แปลลงชื่อในคำรับรองของผู้แปลซึ่งระบุว่าแปลครบถ้วนและตรงกับต้นฉบับ แล้วให้ทนายรับรองลายมือชื่อของผู้แปล จากนั้นให้ต้นฉบับกับคำแปลเดินทางไปด้วยกันตลอดสายนิติกรณ์ ไม่แยกออกจากกันในขั้นใดขั้นหนึ่ง ชื่อบุคคล ชื่อสถานที่ วันเดือนปี และเลขที่เอกสารในคำแปล ต้องสะกดตรงกับหนังสือเดินทางและต้นฉบับทุกตัวอักษร เพราะความไม่ตรงเพียงจุดเดียวมักทำให้ต้องเริ่มขั้นตอนใหม่ทั้งชุด เมื่อเอกสารถูกตีกลับ สิ่งแรกที่ต้องระบุให้ได้คือถูกตีกลับที่ขั้นตอนใดและด้วยเหตุใด หากปัญหาอยู่ที่ถ้อยคำในเอกสารหรือคุณภาพของคำแปล มักแก้เฉพาะส่วนนั้นแล้วรับรองใหม่โดยไม่ต้องเริ่มทั้งหมด แต่หากปัญหาอยู่ที่ต้นฉบับ เช่น ข้อมูลในทะเบียนราษฎรไม่ถูกต้อง หรือชื่อสะกดไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง ต้องแก้ที่หน่วยงานผู้ออกเอกสารก่อน แล้วจึงเดินสายรับรองใหม่ทั้งสาย การขอเหตุผลการปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับ ช่วยให้แก้ได้ตรงจุดและไม่เสียเวลารอบที่สาม สำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดหรืออยู่นอกประเทศ การวางลำดับงานให้ดีช่วยลดจำนวนรอบการเดินทางได้มาก แนวทางที่ใช้ได้ผลคือ ตรวจเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ก่อน จัดคำแปลให้เสร็จก่อนวันนัด รวมผู้ลงนามทั้งหมดไว้ในนัดเดียว แล้วให้สำนักงานเดินเรื่องนิติกรณ์และการยื่นต่อคณะผู้แทนต่อเนื่องกันไป ทนายผู้ทำคำรับรองที่ขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความสามารถรับรองเอกสารได้ทั่วราชอาณาจักร ไม่จำกัดเฉพาะจังหวัดที่สำนักงานตั้งอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ากรุงเทพเพียงเพื่อลงนาม

ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้

จ.–ส. 09:00–18:00ตอบใน 15 นาที